ประวัติศาสตร์

เปอร์โตริโกกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาหลังสงครามระหว่างสเปนกับอเมริกาในปี 1898 เครือรัฐเองเริ่มก่อตัวขึ้นในปี 1950 ภายใต้การปกครองและการชี้นำของ Luis Muñoz Marín ในปีดังกล่าว นาย Antonio Fernós ซึ่งเป็นข้าหลวงที่ประจำการอยู่ในเวลานั้น นำเสนอโครงการเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับ "การจัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญโดยประชาชนชาวเปอร์โตริโก"

รัฐบาลของประธานาธิบดีทรูแมนและสภาคองเกรสให้การตอบรับโครงการเป็นอย่างดี ซึ่งได้กลายมาเป็น Law 600 ของสภาคองเกรสสหรัฐอเมริกาในวันที่ 3 กรกฎาคม 1950 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายได้รับการลงนามโดยประธานาธิบดีทรูแมน จากนั้น สภานิติบัญญัติของเปอร์โตริโกจึงอนุมัติโดยการลงประชามติ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 4 มิถุนายน 1951 ในวันดังกล่าว ประชาชนชาวเปอร์โตริโกผู้มีสิทธิ์ได้ลงคะแนนเสียงยอมรับการร่างรัฐธรรมนูญของตนเอง โดยมีผลการลงคะแนนสนับสนุน 387,016 เสียง และไม่สนับสนุน 119,169 เสียง ในวันที่ 27 สิงหาคม มีการเลือกตั้งตัวแทนสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิก 70 รายได้รับการเลือกโดยพรรค Popular Democratic 15 รายได้รับการเลือกโดยพรรค Puerto Rican States และ 7 รายโดยพรรค Socialist สมาชิกของพรรค Puerto Rican Independence งดออกเสียงในการเลือกตั้งเหล่านี้

สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้น และในวันที่ 3 มีนาคม 1952 ก็มีการส่งมอบรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนชาวเปอร์โตริโกเพื่ออนุมัติหรือปฏิเสธ โดยได้รับเสียงสนับสนุน 374,649 เสียงและไม่สนับสนุน 82,923 เสียง

ในวันที่ 25 กรกฎาคม 1952 มีการประกาศความสมบูรณ์ตามกฎหมายของเครือรัฐเปอร์โตริโกในพิธีที่มีผู้ก่อตั้ง นาย Luis Muñoz Marín เป็นประธาน

สถาบันด้านการธนาคาร กฎหมาย และระเบียบข้อบังคับ

ไม่มีธนาคารกลางในเปอร์โตริโก ธนาคารกลางสหรัฐ (US Federal Reserve Bank) ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางที่กำหนดดอกเบี้ยค้างรับของเงินกู้สำหรับธนาคารที่เป็นสมาชิก และบังคับใช้นโยบายการเงินและเครดิต (Monetary and Credit Policy) เงินฝากในเปอร์โตริโกได้รับการรับประกันสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สหรัฐโดยสํานักงานประกันเงินฝากแห่งสหพันธรัฐ (Federal Deposit Insurance Corporation)

ธนาคารได้รับการรับประกันโดยสํานักงานประกันเงินฝากแห่งสหพันธรัฐ (Federal Deposit Insurance Corporation: FDIC) โดยอยู่ภายใต้การควบคุมทั้งหมดของสหพันธรัฐที่ใช้กับธนาคารในสหรัฐอเมริกา การควบคุมดูแลธนาคารโดยรัฐบาลของเครือรัฐจะกระทำผ่านกรรมาธิการด้านการเงิน (Comisionado de Instituciones Financieras)

ดังนั้น แม้จะมีปัญหาเศรษฐกิจทั่วโลก เปอร์โตริโกก็ยังคงเป็นเขตอำนาจนอกอาณาเขตหลักที่มีชื่อเสียงมั่นคง ซึ่งดึงดูดธนาคารใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น Euro Pacific Bank ที่ก่อนหน้านั้นมาจากเซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์

มาตรฐานการรายงานทั่วไป

ลูกค้าของธนาคารในเปอร์โตริโกในปัจจุบันไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านการรายงานภายใต้กฎหมายมาตรฐานการรายงานทั่วไป (Common Reporting Standards: CRS) ระหว่างประเทศที่กำหนดขึ้นใหม่

สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการธนาคาร:

มีการให้บริการด้านการธนาคารพื้นฐานทั้งหมดในเปอร์โตริโก รวมถึงเทรนด์การใช้ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารส่วนใหญ่ยังออกบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ทั่วทั้งเกาะและในสถานที่อื่นๆ ผ่านทาง ATM (มักเรียกว่า ATH ซึ่งเป็นชื่อทั่วไปที่มาจากชื่อย่อของระบบดังกล่าว ในช่วงที่ระบบนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นในเปอร์โตริโกเป็นครั้งแรก)

สามารถซื้อหาบริการต่างๆ ได้ เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมบริการและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม เนื่องจากมีการแข่งขันอย่างหนักระหว่างธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ

การให้บริการธนาคารแก่บุคคลและธุรกิจขนาดย่อม ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเพื่อลูกค้าธุรกิจ รวมถึงการบริหารจัดการเงิน ได้รับการพิจารณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงในเขตอำนาจนี้

ต้องใช้เอกสารใดบ้างในการเปิดบัญชีธนาคาร?

ตามกฎโดยทั่วไป ธนาคารในเปอร์โตริโกจะขอสำเนาหนังสือเดินทางของผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท (และของเจ้าของผู้ได้รับประโยชน์ด้วยหากเป็นบุคคลอื่น) ที่ได้รับการรับรอง และใบรับรองที่พำนักอาศัยที่ต้องมีอายุไม่เกินสามเดือน รวมทั้งจดหมายอ้างอิงจากธนาคาร โดยจดหมายสามารถใช้รายการเดินบัญชีส่วนบุคคล 3 เดือนล่าสุดแทนได้

เราจะส่งรายการเอกสารเพิ่มเติมซึ่งจำเป็นต่อการเปิดบัญชีธนาคารให้คุณทางอีเมล เนื่องจากรายการการตรวจสอบสถานะของกิจการอาจแตกต่างกันไปเล็กน้อยในแต่ละกรณี